วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

[Review] Etrian Odyssey Untold: The Millennium Girl

[Review] Etrian Odyssey UntoldThe Millennium Girl


Etrian Odyssey Untold: The Millennium Girl คือ remake ของเกมภาคแรกบนเครื่อง nds โดยในเวอร์ชั่น remake นี้นอกจากกราฟิกที่พัฒนาขึึ้นแล้ว ยังได้เพิ่มเติม content ต่างๆเข้ามามากมาย ทั้งในส่วนของเนื้อหาและเกมการเล่น จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเกมใหม่เลยทีเดียว



Etrian Odyssey Untold: The Millennium Girl
By: ATLUS
Genre: RPG
Platform: 3DS
__________________________________________

Story

__________________________________________



เนื้อเรื่องหลักของเกมว่าด้วยเมือง Etria เมืองที่อุดมไปด้วยนักผจญภัยมากหน้าหลายตาจากทุกสารทิศ ซึ่งต่างก็เดินทางกันมาสำรวจดันเจี้ยน ที่ตั้งอยู่ภายใต้ต้น  Yggdrasil ใกล้ๆเมือง เพื่อล่ามอนสเตอร์ หรือหาของป่ากันเป็นปกติ แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น ทั้งแผ่นดินไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเหล่ามอนสเตอร์ที่ดูจะดุร้ายกว่าปกติ ด้วยเหตุนั้นผู้เล่นในฐานะของ Highlander จึงต้องเดินทางมาสำรวจค้นหาต้นตอของเหตุผิดปกติในครั้งนี้ ซึ่งในระหว่างการเดินทาง Highlander ได้บังเอิญพบกับสาวน้อย Frederica ผู้ซึ่งสูญเสียความทรงจำ และเหล่าคณะสำรวจผู้ต้องการค้นหาต้นตอของเหตุการณ์ผิดปกติ Simon, Raquna และ Arthur ทั้ง 5 คนตัดสินใจร่วมทางกัน เพื่อค้นหาคำตอบของเหตุการณ์ผิดปกติ และตามหาความทรงจำของ Frederica 



การเล่าเรื่องของเกมนี้ทำได้ดี และน่าติดตาม มีปริศนาให้ผู้เล่นได้ขบคิดเป็นระยะๆ ไม่น่าเบื่อ ถึงแม้เนื้อเรื่องช่วงหลังๆจะเดาทางง่ายไปสักหน่อย แต่โดยรวมก็ถือว่าทำออกมาได้ดี ด้านตัวละครหลักทั้งห้าคน (ยกเว้น Highlander เพราะถือเป็นตัวแทนของผู้เล่น) ก็จะมีบุคลิกและลักษณะนิสัยต่างกันไป ซึ่งตรงส่วนนี้ผู้เล่นจะค่อยๆรับรู้ผ่านช่วงต่างๆของเกม และค่อยๆเข้าใจความเป็นมาของแต่ละตัวละครมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องราวของ npc ต่างๆในเมือง ก็มีการบอกเล่าผ่านการพูดคุย หรือภารกิจต่างๆ เนื้อหาเหล่านี้ถ้าติดตามดีๆก็น่าสนุกอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
__________________________________________

Gameplay

__________________________________________



Etrian Odyssey เป็นเกม rpg แนว dungeon crawling โดยใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่ง โดยเกมจะแบ่งออกเป็นสองโหมด คือ Story และ Classic โดยที่โหมด Story จะมีตัวละครหลักทั้งห้าคนเป็นตัวดำเนินเรื่อง ส่วนโหมด Classic เมื่อเริ่มเกมผู้เล่นสามารถที่จะสร้างตัวละคร และจัดทีม ตามแต่ผู้เล่นแต่ละคนจะจินตนาการได้ ก่อนที่จะทำการออกสำรวจดันเจี้ยน ต่อสู้ พัฒนาตัวละคร และทำภารกิจต่างๆตามที่ได้รับมอบหมาย (ใน Story Mode จะมีดันเจี้ยนและเควสเฉพาะ ที่ไม่มีใน Classic Mode ด้วย) ดูเผินๆอาจจะเหมือนเกมอื่นๆตามมาตรฐานเกมแนวนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Etrian Odyssey นั้นแตกต่างจากเกมแนวเดียวกันเกมอื่นๆก็คือ การสำรวจ และรายละเอียดของเกมเพลย์


การสำรวจในเกมนี้นั้นจะเป็นมุมมองบุคคลที่หนึ่ง และผู้เล่นจะสามารถเดินได้เป็นบล็อคๆไป (ไม่สามารเดินแบบ 360 องศาได้) ซึ่งก็เป็นปกติสำหรับเกมแนวนี้ แต่ในเกมนี้ผู้เล่นจะต้องเขียนแผนที่ด้วยตนเอง โดยใช้จอทัชสกรีนของ 3DS ซึ่งตัวเกมก็จะมีเครื่องมือในการเขียนมาให้ เช่นเครื่องหมาย สัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งในการลุยดันเจี้ยนแต่ละแห่ง ผู้เล่นไม่ได้ลุยรอบเดียวแล้วจบๆไปอยู่แล้ว เพราะเกมยังมีภารกิจต่างๆให้ผู้เล่นได้ทำอีกมากมายในภายหลัง ซึ่งในจุดนี้หากผู้เล่นสังเกตุและจดโน๊ต หรือทำสัญลักษณ์ไว้บนแผนที่ ก็จะไม่พลาดจุดสำคัญๆ และจะทำให้ง่ายต่อการทำภารกิจ หรือหาไอเทมต่างๆในภายหลัง กลับกันหากผู้เล่นไม่ได้สังเกตุ ไม่ได้อ่านอะไรสักแต่กดรัวๆไป ก็อาจจะพลาดจุดสำคัญๆต่างๆบนแผนที่ และเมื่อไม่ได้บันทึกจุดต่างๆเหล่านั้นไว้ เมื่อย้อนกลับมาทำภารกิจต่างๆในภายหลังก็จะลำบากกว่า ยกตัวอย่างเช่นผู้เล่นเดินไปเจอหมีตัวหนึ่งที่จุด A ในดันเจี้ยนชั้นที่สอง แล้วทำสัญลักษณ์ตรงจุดที่เจอหมีไว้ พอเสร็จภารกิจกลับไปที่เมือง ก็พบชาวบ้านขอร้องให้ไปตามหาหมีที่หนีออกจากบ้านไป ณ ที่ไหนสักแห่งในดันเจี้ยน (เหตุการณ์สมมติ) ตรงจุดนี้หากไม่ได้ทำจุดสังเกตุไว้อาจเดินหากันนานเลยทีเดียว จะเห็นได้ว่าการที่เกมเลือกให้ผู้เล่นเขียนแผนที่ และบันทึกจุดต่างๆลงไปด้วยตัวเอง ทำให้ผู้เล่นรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับการสำรวจดันเจี้ยนมากขึ้น และต้องยอมรับว่าการเขียนแผนที่ด้วยตัวเองมันรู้สึกสนุก และน่าภูมิใจมากเมื่อแผนที่เสร็จสมบูรณ์


การต่อสู้ในเกมนี้นั้นค่อนข้างเข้าใจง่ายแต่ก็มีความลึกในตัวของมันเอง โดยหลักๆฝั่งผู้เล่นจะมีตัวละครห้าตัว แบ่งเป็น แนวหน้า และ แนวหลัง ซึ่งผู้เล่นสามารถจัดให้ใครอยู่แนวหน้าหรือหลังก็ได้ตามต้องการ โดยแนวหน้าจะโจมตีแรงและได้รับดาเมจแบบปกติ แต่ทางด้านแนวหลังนั้นพวกโจมตีระยะประชิดจะถูกลดความเสียหายลง (เวทย์มนต์กับการโจมตีระยะไกลแรงปกติ) แต่ฝั่งศัตรูก็จะโจมตีเราเบาลงเช่นกัน ในการต่อสู้ก้จะเป็นระบบ turn base ผลัดกันตีเป็นเทิร์นๆ ซึ่งใครที่เร็วกว่าจะได้ตีก่อนและเรียงเป็นลำดับไปจนครบทุกคนก็จบเทิร์น ซึ่งดูเผินๆก็เป็นระบบที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แต่เกมนี้มันมีอะไรที่มากกว่าธาตดินน้ำลมไฟ เช่นการ "bind" ศัตรู ทำให้ส่วนที่ถูก bind นั้นขยับไม่ได้ ซึ่งการ bind มีอยู่สามจุดคือ head, arm, leg ซึ่งแต่ละจุดก็จะส่งผลกับมอนสเตอร์แต่ละตัวแตกต่างกันออกไป เช่นการ bind ขาของศัตรูจะทำให้ศัตรูไม่สามารถหนีออกจากการต่อสู้ได้ แต่เมื่อใช้กับศัตรูที่ใช้ขาในการโจมตี ก็อาจส่งผลให้มันไม่สามารถใช้ท่าบางท่า หรือไม่สามารถโจมตีเราได้เลยก็เป็นได้ และเกมนี้ยังมีไอเทมมากมายให้ใช้ในการต่อสู้ ประกอบกับอาชีพ และสกิลที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ใช้ความคิดในการสร้างทีม และรูปแบบการเล่นแปลกๆใหม่ๆได้มากมาย 



การที่จะได้มาซึ่งไอเทมต่างๆในเกมนี้นั้น โดยส่วนใหญ่จะต้องซื้อจากร้านค้า แต่ทว่าการที่จะให้มีไอเทมต่างๆวางขายนั้น ผู้เล่นจำเป็นจะต้องหาไอเทมที่เป็นวัตถุดิบมาขายให้ร้านค้าซะก่อน และของที่วางขายก็จะวางขายตามจำนวนวัตถุดิบที่เรานำมาด้วย (สมมติว่าดาบมังกร ต้องการเขี้ยวมังกรสามอันเป็นวัตถุดิบ หากคุณนำเขี้ยวมังกรสามอันไปขายให้ร้านค้า ร้านค้าถึงจะสามารถตีดาบนี้มาขายให้คุณได้ และจะมีขายแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น หากอยากได้ชิ้นที่สองสามสี่ ต้องไปหาวัตถุดิบมาขายให้ร้านค้าอีกครั้งตามจำนวนที่ต้องการ) ซึ่งระบบนี้ใช้กับไอเทมแทบทุกอย่างในเกม แม้กระทั่งพวกไอเทมเติม hp ก็ด้วย ดังนั้นการหาวัตถุดิบในเกมนี้จึงสำคัญมาก และที่สำคัญมอนสเตอร์แต่ละตัวก็จะมีวิธีการปราบและการได้มาซึ่งวัตถุดิบที่แตกต่างกันไป ซึ่งตรงวิธีได้วัตถุดิบนั้นบางชิ้นได้มายากมากๆ อาจจะเป็นวิธีที่เราคาดไม่ถึง หรืออาจจะทำให้เรารับมือกับมอนสเตอร์ได้ยากขึ้น (เช่น สมมติเราเจอมอนสเตอร์ประเภทเต่า ซึ่งแพ้การทุบ และการฟันหรือแทง จะโจมตีแทบไม่เข้า แต่เราก็ต้องใช้การฟันในการโจมตีมันให้ตาย หากอยากได้กระดองของมัน เพราะถ้าทุบกระดองมันจะพังเป็นต้น) ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ผู้เล่นต้องลองปราบศัตรูด้วยวิธีใหม่ๆจนกว่าจะรู้วิธีที่จะได้มาซึ่งวัตถุดิบที่ต้องการ 


ในส่วนของระบบปลีกย่อยต่างๆเกมนี้มีส่วนที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้เล่นอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น Guild House ซึ่งจะมีผู้ดูแลคอยรับฝากของ มอบเควส หรือแจกบัฟให้เรา ซึ่งเราสามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ดูแลแต่ละคนได้ ซึ่งจะทำให้จำนวนของบัฟนั้นมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น (ลงดันเจี้ยนแต่ละครั้งเลือกบัฟได้อย่างเดียว) แต่สิ่งที่น่าข้องใจคือ Guild House ออกจะใหญ่โตแต่เราไม่สามารถนอนพักได้ สุดท้ายก็ต้องไปนอนโรงแรมฟื้นฟูพลังเหมือนเดิม จุดนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่าทางทีมงานคิดอะไรอยู่ ส่วนของใหม่อย่างระบบ Grimoire Stone ซึ่งทำให้เราสามารถใช้สกิลของอาชีพอื่นๆ หรือสกิลของมอนสเตอร์ ที่บันทึกไว้ในหินกริมมัวร์ได้นั้น โดยหินกริมมัวร์นั้นจะได้จากการสุ่ม และสกิลที่จะบันทึกลงในหินนั้นก็จะสุ่มจากสกิลของตัวละครตัวนั้นๆกับมอนสเตอร์ที่ต่อสู้ด้วย ดูจะเป็นการสุ่มล้วนๆ ต้องพึ่งดวงมากไปหน่อย (จริงๆก็มีวิธีที่เราพอจะเลือกให้มันบันทึกสกิลที่เราต้องการได้ แต่ดูจะยุ่งยากไปหน่อย) ถ้าจะนับว่ามีประโยชน์มันก็มี แต่ยังใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร

__________________________________________

Graphic&Sound

__________________________________________



กราฟิกของเกมนี้นั้นถือว่าทำออกมาได้ดี สวยงามตามสภาพ ส่วนของฉาก 3D อาจดูหยาบๆไปหน่อย แต่ตัวมอนสเตอร์ก็ทำออกมาดีพอกลบส่วนนั้นไปได้ ที่สำคัญคือภาพอาร์ตเวิร์คของเกมนี้สวยงามมาก แถมการออกแบบตัวละครแต่ละตัวก็ทำออกมาได้ดูดี น่าสนใจ ติดตรงภาพรวมของฉาก 3D ที่มันไม่ค่อยพัฒนาจากภาคก่อนสักเท่าไหร่ นอกเหนือจากนั้นทุกอย่างดูดี

ในส่วนของเสียงประกอบนั้น เพลงในเกมนี้นั้นทำออกมาได้เพราะมาก และฟังติดหู โดยในภาคนี้ผู้เล่นสามารถเลือกปรับเพลง BGM ได้สองแบบคือแบบเก่าที่เป็นเสียง midi สร้างในคอมพิวเตอร์ กับแบบใหม่ที่นำมาเรียบเรียงและบันทึกเสียงโดยใช้เครื่องดนตรีจริงๆ ใครชอบแบบไหนก็เลือกปรับได้ตามสะดวก ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหนก็เพราะเหมือนกัน ส่วนเสียงเอฟเฟกต์ในเกมนี้นั้น ก็ทำออกมาได้โอเค เพียงแต่บทพูดต่างๆ น่าจะพากษ์แบบ full voice ได้แล้ว (ในเกมนี้มีเสียงพากษ์แค่บางประโยค) ผิดกับฉากต่อสู้ที่ตัวละครมันคุยกันบ่อยมาก แถมมีแอบบอกด้วยว่ามอนสเตอร์ตัวนี้มันแพ้อะไร ในส่วนนี้ถือว่าทำได้เยี่ยมเลยทีเดียว (ปล.เอาใจคนชอบฟังเพลง เกมนี้มีโหมดฟังเพลงแยกให้ต่างหากด้วย โดยจะมีทุกเพลงในเกมให้ได้เลือกฟังกันตามอัธยาศัย)

__________________________________________

Value

__________________________________________

ถ้าถามว่าเกมนี้คุ้มหรือไม่กับราคาค่าตัวของมัน ให้คุณลองถามตัวเองดูครับว่า
- คุณชอบเกม RPG หรือเปล่า
- เวลาเล่นเกมคุณชอบอ่านและชอบสังเกตุอะไรๆในเกมหรือเปล่า
- คุณชอบเกมที่ยาก และท้าทายหรือเปล่า
- อ่านภาษาอังกฤษ (หรือญี่ปุ่น) ได้ในระดับหนึ่งหรือเปล่า
- เบื่อไหมถ้าจะต้องทำอะไรซ้ำไปซ้ำมา (อย่างการเก็บเลเวล)

หากที่ว่ามานี้มีไม่ถึงสามข้อ ผมว่าเกมนี้อาจไม่ค่อยเหมาะกับคุณเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากลองแนะนำให้รอช่วงลดราคา หรือหาซื้อมือสองครับ ส่วนคนที่มี 3-4 ข้อขึ้นไป ถ้าคุณอยากลองผมว่าเกมนี้คุ้มค่าครับ ราคาประมาณ 1300 บาท กับเกมที่คุณเล่นได้ยาว 50-100 ชั่วโมง ผมว่าคุ้มแล้วครับ

__________________________________________

Verdict: 8.5/10

__________________________________________

ข้อดี
- เนื้อเรื่องน่าติดตาม ตัวละครน่าสนใจ
- ระบบต่อสู้เข้าใจง่าย แต่สนุก
- การเขียนแผนที่เป็นอะไรที่บรรเจิดมาก
- ภาพสวย เพลงเพราะ

ข้อเสีย
- ค่อนข้างเข้าถึงยากสำหรับคนที่ไม่ได้ชอบเกมแนวนี้เป็นทุนเดิม
ต้องใช้เวลาพอสมควรในการเรียนรู้



__________________________________________


Review by: felit


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น